ซีรี่ย์เกาหลี Stranger From Hell (นรกคือคนอื่น)

ซีรี่ย์เกาหลี Stranger From Hell (นรกคือคนอื่น) ซีรีส์เกาหลีจากเว็บตูน 10 ตอนจบลงใน Netflix กับ Viu พล็อตแปลกแตกต่างมีความน่าสนใจมาก ว่าด้วยเรื่องราวของ “จงอู” หนุ่มต่างจังหวัดวัยยี่สิบกว่าที่พึ่งออกจากกรมทหารเข้ามาทำงานในเมือง ตามคำชวนของรุ่นพี่ที่เปิดบริษัทอยู่ก่อนแล้ว และต้องมาอยู่หอพักสุดโทรมที่เต็มไปด้วยคนที่มีนิสัยผิดปกติจนน่าขนลุก!

ถือเป็นแนวแปลกแหวกแนวจากซีรีส์เกาหลีทั่วไปเป็นอย่างมาก แม้ทางเกาหลีเองจะขยันทำแนวฆาตกรโรคจิตออกมาบ่อยๆ แต่ก็มักจะเป็นแนวสืบสวนตามล่าหาฆาตกรที่มักปิดบังอำพรางตัวเองไว้ แต่กับเรื่องนี้ต่างออกไปตรงที่ไม่ได้ตามล่าหาฆาตกรหรือปิดบังตัวฆาตกรเลย ตัวเรื่องเฉลยกันรัวๆ ว่าใครทำอะไร ฆ่าใครที่ไหน อย่างไร ตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกตอน 1-2 ก็แทบจะเปิดตัวครบหมดแล้ว และก็ไม่ต้องมาเดาว่าทำไปด้วยเหตุผลอะไร เรื่องใส่ความโรคจิตยัดลงไปในตัวละครคนในหอพักนี้ให้เห็นกันชัดเจนแต่แรกเลยว่าพวกบ้านี่ผิดปกติจนน่าขนลุกขนาดไหน อย่าง ชายที่มักเปิดประตูห้องอ้าซ่าให้เห็นว่าตัวเองชอบตัดภาพผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยจากในเน็ตออกมาแปะไว้เต็มผนังห้อง หรือหนุ่มติดอ่างที่ชอบพูดอะไรแบบชวนขนลุกพร้อมหัวเราะคิกคักอยู่ตลอดเวลา

จุดขายฉากโหดสยองขวัญในเรื่องถูกใส่มาตลอดเวลา ซึ่งทำได้ดีเลยทั้งฉากทรมานคนด้วยวิธีแปลกๆ การเล่นกับเหยื่อแบบจิตๆ ฉากฆาตกรรมโหดๆ มีความซาดิสม์โรคจิตและสไตล์การฆ่าเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนต่างกัน (ถ้าสปอยล์เบาๆ หน่อยคือแต่ละคนมีหน้าที่ต่างกันด้วยในหอพักแห่งนี้) แต่พวกอาวุธฆ่าในเรื่องส่วนใหญ่จะถูกเซ็นเซอร์ทำเบลอไว้หมด รวมถึงฉากสัตว์ตายแหวะในเรื่องนี้คือแมวก็ถูกเบลอไว้ อันนี้เป็นเพราะ Netflix ซื้อซีรีส์เรื่องนี้มาจากเวอร์ชั่นทีวีที่เซ็นเซอร์อีกที ก็น่าเสียดายนิดๆ ส่วนใครที่สงสัยว่าพล็อตรวมคนโรคจิตในที่เดียวกันแบบนี้สมเหตุผลแค่ไหน ทำไมพวกนี้ไม่ฆ่ากันเองซะก่อน ในเรื่องมีคำตอบที่ค่อยๆ เฉลยมาได้น่าติดตามเลย (ที่จริงในไทยก็พึ่งมีข่าวแบบนี้ไป ตัดสินโทษประหารครูสอนกวดวิชาโรงเรียนพี่ณัฐ ถ้าตามข่าวอ่านจะเห็นว่าไม่แตกต่างจากในเรื่องนี้เลยที่คนโรคจิตมารวมตัวกันได้จริงๆ)

ต้องยอมรับเลยว่าตัวซีรีส์เข้าถึงจุดขายให้อารมณ์หลอนสยองขวัญจัดเต็มเหนี่ยวเลย เรียกว่าถ้าให้คะแนนตรงนี้กดให้ 10 ได้เลยแน่นอน แต่ส่วนด้อยของเรื่องคือการพยายามลากเรื่องด้วยอารมณ์หลอนแบบ “อมพะนำ” ของตัวเอกจงอูยาวนานหลายตอนมาก เรื่องดำเนินไปแบบว่าหลอนกลัวสติใกล้แตกตั้งแต่แรกๆ แต่ก็ไม่ไปแจ้งความหรือให้ข้อมูลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับตำรวจที่มาตามสืบสักที มีความพิรี้พิไรออกแนวลำไยเยอะกับการกระทำของพระเอกขัดแย้งกับความจริงอยู่หลายครั้ง หรือแม้กระทั่งการพยายามหาทางออกไปที่อื่นที่ดูเป็นไปได้หลายอย่างมากกว่าการกลับมาตายรังทุกคืน อย่างนอนร้านเน็ตที่คนเกาหลีนิยมทำก็ไม่มี บทจงใจเขียนลากยาวให้พระเอกโดนรุมกดดันจนไม่ค่อยสมจริงนัก กว่าจะหลุดพ้นตรงนี้ก็ปาไปท้ายๆ เรื่องแล้ว

อีกจุดด้อยคือการที่ให้พระเอกพยายามเขียนนิยายอาชญากรรม แนวฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งตอนแรกก็ดูเข้ากับเรื่องราวดี เพราะพระเอกก็เหมือนได้ไอเดียจากคนหลอนๆ ในหอพักเอาไปใช้ใส่นิยาย แต่ว่าตัวเรื่องกลับไม่ได้มีบทส่งส่วนนี้ให้ไปถึงไหนมากนัก ทั้งๆ ที่สามารถผูกโยงให้กลายเป็นเรื่องสยองขวัญซ้อนกันได้มากขึ้น แถมบางครั้งยังใส่มาเหมือนให้เราคิดว่าสำคัญกับตอนจบ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่แบ็คกราวน์ประกอบเรื่องเท่านั้น…

อีกจุดคือส่วนของการสืบสวนผ่านตำรวจหญิงที่เป็นตัวหลักอีกคนหนึ่ง แต่ก็เดินไปแบบไม่ค่อยเข้าถึงจริงจังนัก ออกแนวเขวไปเขวมาถ่วงเวลาของเรื่องไปเรื่อยๆ แม้จะให้เหตุผลว่าเพราะเธอไม่ได้มีหน้าที่ตรงนี้โดยตรง แต่เรื่องก็เดินไปแบบเหมือนไม่ได้ตั้งใจให้เธอเก็ทความจริงได้สักที มีแต่สงสัยไว้ในหัวอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ในเรื่องหลายครั้งมีหลักฐานเห็นชัด อย่างการบุกไปเดินตรวจถึงห้องเชือดหลายศพ แต่กลับไม่ได้กลิ่นเลือดหรือเจออะไรเลย ในขณะที่ตัวละครคนอื่นในหอกลับได้กลิ่นเลือดแล้วตามรอยไปจนเจอ ดูไปก็แอบหงุดหงิดนิดๆ แต่ยังดีที่นักแสดงมีความน่ารักแบบบ้านๆ เล่นเข้ากับบทนี้ได้ดีลงตัวจนมองข้ามจุดด้อยนี้ไปได้

แต่ส่วนที่ว่ามานี้ก็ยังไม่ถึงขั้นทำให้เรื่องดูไม่สนุก แค่รู้สึกว่าเรื่องพยายามลากยาวจุดนี้เกินไปหน่อยจนเนื้อเรื่องไม่ได้เดินหน้าไปไหนมากนัก (เพราะวนๆ อยู่กับความสติแตกของพระเอก) ข้อเสียของเรื่องจังๆ คือช่วงตอนจบสุดท้ายของเรื่องหนังพยายามหลอกคนดูด้วยเรื่องราวตามสูตรหนังแนวนี้ ที่คนดูก็ต้องพอเดาได้ว่าต้องจบแบบไม่ธรรมดาแน่นอน ซึ่งก็ถือว่าทำได้จริง แต่กลับขาดความสมเหตุผลมากไปจนกลายเป็นจุดบกพร่องของเรื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำได้ดี จุดเสียกลับไปกองรวมกันที่ตรงนั้น ช่วงก่อนจบหนังต้องการเฉลยเรื่องทั้งหมดในเชิงจิตวิทยา แต่ว่ากลับใช้วิธีเฉลยโดยใส่สิ่งของบางอย่างเข้ามากระตุ้นให้ตัวละครตอนจบคิดได้แบบไม่สมเหตุผล แถมตัวละครที่ทำตัวฉลาดมาตลอดอย่างตำรวจหญิงที่ตามสืบคดีนี้เพียงลำพังจู่ๆ ก็ออกแนวง่อยไร้ประโยชน์ขึ้นมาทันที ฝ่ายตำรวจในเรื่องนี้เองก็ถูกเขียนบทให้ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเว่อร์ๆ ขนาดสายสืบร่วมโรงพักหายตัวไปหลายวันยังไม่ทุกข์ร้อนอะไร ซึ่งผิดจากความจริงเกินไป เข้าใจว่าต้องการให้ความสำคัญโฟกัสที่ตัวพระเอกล้วนๆ แต่ก็กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ตัวละครอื่นต้องถูกลดบทบาทสำคัญในช่วงท้ายมากเกินไป จนเรื่องจบแบบดูเหมือนฉลาด แต่ก็ไม่ว้าวอะไรมากนัก