Blog

หนังฝรั่ง : Beckett (ปลายทางมรณะ)

หนังฝรั่ง : Beckett (ปลายทางมรณะ) ภาพยนตร์ทริลเลอร์ระทึกขวัญ กำกับโดย เฟอร์ดินานโด ซิโต ฟิโลมาริโน จัดจำหน่ายโดย เน็ตฟลิกซ์ นำแสดงโดย จอห์น เดวิด วอชิงตัน (เจ้าของบทเดียวเสียวทั้งเรื่องใน Malcolm & Marie), อลิเซีย วิกันเดอร์, วิคกี้ ครีแย็ปส์, บอยด์ โฮลบรู๊ก ที่เล่าเรื่องนักท่องเที่ยวชายคนหนึ่งที่มีเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน หนีตายฝ่าทางการจากทุกสารทิศเพื่อล้างมลทินเขาจากทฤษฏีสมคบคิดบางอย่างที่หวังจะฆ่าเขาให้ตายในประเทศกรีซ

โดยภาพยนตร์นี้ได้ผู้กำกับชาวอิตาลี ลูกา กวาดาญีโน และผู้กำกับภาพชาวไทย สยมภู มุกดีพร้อม ทั้งสองเคยฝากหนังรักเกย์คำวิจารณ์เยี่ยมอย่าง Call Me by Your Name และ หนังสยองหลอนจนนักวิจารณ์งง Suspiria เป็นผู้อำนวยการสร้างและกำกับภาพให้กับหนัง โดยหนังได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Locarno ประจำปี 2021 ครั้งที่ 74 เมื่อวันที่ 4 สิงหา ก่อนจะฉายในวันที่ 13 สิงหาคม

เคยมีมั้ยที่เคยตัดสินใจอะไรแล้วคิดว่าถ้าทำอีกแบบคงดีกว่านี้ เช่นเดียวกับทริปสุดหวานแหววของ เบ็คเก็ตต์ และ เอพริว ชายหญิงที่มาท่องเที่ยวกันในประเทศกรีซ ช่วงที่กำลังมีการชุมนุมประท้วงระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายซ้าย ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองเอเธนส์เพื่อไปหาที่เงียบสงบในหุบเขาแห่งหนึ่ง ทว่า เหตุอันไม่คาดฝันทำให้เกิดอุบัติเหตุอันน่าสลด เบ็คเก็ตต์พบว่าตัวเองกำลังอยู่ท่ามกลางการตามล่าของทางการ และมาเฟียกรีกปริศนาที่หวังจะสังหารเขา อีกทั้งกำแพงทางภาษาทำให้เขาไม่อาจเข้าใจจุดประสงค์ของการตามล่าครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน นอกจากต้องเดินทางข้ามเมืองเพื่อไปให้ถึงสถานทูตของสหรัฐพร้อมด้วยพันธมิตรและศัตรูมากมายระหว่างการเดินทางที่จะทำให้พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีจุดเชื่อมโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อและมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่จะเปิดเผยความจริงเหล่านี้ให้ทันก่อนการชุมนุมประท้วงที่กำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมระดับชาติ

ช่วงแรกหนังจะค่อย ๆ ปูเรื่องว่าตัวละครหลักนั้นเป็นแค่พลเมืองธรรมดา ไม่ได้เป็นทหาร ไม่ได้เป็นสายลับ หรือเป็นอะไรที่จะสามารถบู๊แหลกเท่ ๆ แบบพล็อตหนังแอ็คชั่นข้ามชาติทั่วไป ก่อนที่หนังจะใส่ฉากโศกนาฏกรรมอันมาจากความประมาทเข้ามาและหยอดปมบางอย่างแบบที่ตอนแรกเราอาจจะไม่เข้าใจจนกระทั่งหนังเข้าเริ่มช่วงไล่ล่า ตรงนี้ขอบอกว่ามาแบบไม่ทันตั้งตัว จู่ ๆ ก็ยิง จู่ ๆ ก็ล่า ไล่ล่าข้ามป่าข้ามเขา จากรถไฟยันเมืองใหญ่ แต่น่าเสียดายที่สเกลแบบนี้ หนังกลับทำได้แค่สิบเปอร์เซนต์ ให้ตัวละครเอกวิ่งหนี หลบ ๆ ซ่อน ๆ ตัวเอกอาจจะโดนทำร้ายโหด ๆ บ้าง แต่เขาก็รอดมาได้ ด้วยจังหวะการเล่าเรื่องแบบเรื่อย ๆ ค่อย ๆ เฉลยปมสลับดราม่าหวนรำลึกความหลัง และการเล่าเรื่องแบบติดดินไม่เน้นฉากแอ็คชั่น ทำให้บางครั้งมันก็ทำให้เราหลุดจากหนังไปได้เหมือนกัน เพราะกลับมาดูต่อ ก็ไม่รู้สึกว่าพลาดอะไรเลย เพราะหนังก็จะเฉลยให้เราอยู่ดี แม้พล็อตจะหักมุม ก็เป็นอะไรที่หักมุมแบบหนังทริลเลอร์ที่ใครดูมาเยอะ ต้องเดาออกแน่นอนว่ามันจะเป็นแบบนี้ แม้หนังจะใช้บทสนทนาสับขาหลอกให้ดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนทางการเมือง แต่สุดท้ายหนังก็เป็นเส้นตรงอยู่ดี แถมจบลงแบบห้วน ๆ ไปหน่อย ทำให้เปิดโอกาสให้คิดว่าชะตากรรมของตัวละครหลักจะเป็นยังไงต่อ

ความแปลกใหม่ของเรื่องคือตัวละครหลักคือคนธรรมดาที่พยายามดิ้นรนใช้ภาษาอเมริกันติดต่อสื่อสารกับคนในพื้นที่กรีซที่ก็ไม่ได้เข้าใจตัวเอง แต่ก็ยังต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มาขวางทางด้วยฉากแอ็คชั่นแบบชวนให้ตื่นเต้นที่มีแค่ในช่วงแรกกับช่วงท้ายที่ถึงกับคิดในใจว่าเอางี้เหรอ แต่เข้าใจสถานการณ์ตอนนั้น ดูไปก็สงสารตัวละครเอก แต่นอกจากการพยายามเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์อันเลวร้ายและความรักที่มีต่อแฟนจากการที่ไปอยู่ผิดที่ผิดเวลา ตัวละครอื่น ๆ ในเรื่องก็แบบผ่าน ๆ ไม่ได้มีบทบาทหลักอะไรกับเรื่อง นอกจากมาเพื่อทำให้เรื่องมันตื่นเต้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจสาวผมบลอนด์หน้านิ่งแต่ไล่ยิงแบบเอาเป็นเอาตาย กับตำรวจเคราครึ้มที่ใช้ความคล่องในการพูดภาษาอังกฤษหลอกล่อตัวเอก ตัวละครสาวชาวเยอรมันที่ต้องการจะเปิดเผยความจริงกับรัฐบาลแต่กลับมีบทบาทไม่สมราคาอย่างน่าใจหาย และแฟนสาวสุดน่ารักที่ออกมาให้เราหลงรักเธอแค่สิบนาที กลายเป็นหนังโร้ดทริปผสมแอ็คชั่นหนีตายติดดินและไม่มีการเร้าอารมณ์ แต่ให้อารมณ์เหมือนเหตุการณ์จริง ๆ ได้เห็นยันฉากวินาศกรรมของเรื่องที่แทบไม่ได้ใช้สเปเชียลเอฟเฟกต์ ซึ่งถ้าคนที่ชอบอะไรดิบ ๆ ก็คงพอใจ แต่ถ้ามองภาพรวมมันก็ยังเป็นหนังระทึกที่จืดอยู่ดี

ประเด็นของเรื่องถือว่าใช้ได้ มีการผสมผสานระหว่างเรื่องการเมืองเข้ากับความธรรมดา จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่สนใจการเมืองและปล่อยละเลยจนมันลุกลามมาถึงตัวเรา จริงอยู่ที่ว่าตัวละครเอกอาจจะไม่ได้เป็นคนสำคัญทางการเมือง แต่ด้วยสถานการณ์ในช่วงการต่อสู้ที่มีทฤษฏีสมคบคิดที่หลอกล่อและทำให้เขาสับสน เขาต้องเลือกว่าจะสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้องหรือจะจำยอมให้กับสิ่งที่รัฐบาลเชื่อว่าถูก หรือจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝงที่กลายเป็นชนวนของเหตุการณ์ความรุนแรงและลุกลามกลายเป็นภัยระดับชาติที่แม้แต่ตัวละครเอกยังไม่อยากเชื่อว่าแค่อุบัติเหตุเดียวที่ทำให้เขาสูญเสียเกือบทุกสิ่งจะผลักดันเขาให้มาถึงในจุดที่เขาต้องลุกขึ้นสู้ในแบบที่คนธรรมดาต้องทำ ไม่อย่างนั้นเขาจะต้องตายโดยที่ยังมีมลทินติดค้างอยู่ มันทำให้เราฉุกคิดว่าเราควรยอมรับความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะทางโครงสร้างหรือทางสังคม แล้วเราจะได้รับรู้ถึงผลกระทบที่แท้จริง และหาทางรับมือลุกขึ้นสู้ด้วยความกล้าหาญ และไหวพริบปฏิภาณที่เรามีเหมือนที่ตัวละครเอกไม่เคยยอมแพ้หรือยอมตาย แม้ว่าจะต้องสูญเสียสิ่งที่รัก และพร้อมทุ่มเททุกอย่างแบบไม่ประมาทจนสามารถผ่านวิกฤตต่าง ๆ ไปได้ เพื่อให้มีชีวิตอยู่

นักแสดงหลัก ๆ ของเรื่องนี้ ต้องยกให้กับการแสดงของ จอห์น เดวิด วอชิงตัน ที่ฝีมือพัฒนาขึ้นทุกครั้งที่มีภาพยนตร์จนน่าจับตามอง ทั้งบทบาทของฉากแอ็คชั่นที่เขาต้องวิ่งฉุกละหุกผ่านทิวทัศน์ของกรีกจากป่าไม้สู่เมืองใหญ่ เรียกได้ว่าเห็นแล้วเหนื่อยแทน อีกทั้งยังเป็นดราม่าน้ำตาสั่งได้ที่เขาก็ทำได้ น้ำเสียงสั่นเครือ แถมยังต้องรับบทชายที่พบเจอกับสูญเสียมากมาย ฉากที่เขาหายใจแรงจนหายใจไม่ออก แถมเจ็บสะบักสะบอมทั้งเรื่องคือสุดยอดมาก อลิเซีย วิกันเดอร์ ที่บทบาทมีเพียงแค่สิบนาทีแต่สามารถทำให้เราได้เห็นความสดใส ความน่ารัก และความสำคัญต่อตัวละครของจอห์น เดวิด จนน่าเสียดายที่หนังเรื่องจะให้เธอหมดบทบาทไปอย่างน่าเสียดาย วิคกี้ ครีแย็ปส์ กับบทสนับสนุนตัวละครที่เหมือนหนังจงใจจะปูให้เธอเป็นตัวละครคู่กับตัวเอก เพราะเธอโผล่มาในเรื่องถึงสองครั้งแถมเป็นคนคอยให้กำลังใจและเชื่อใจในตัวเอก แต่นอกเหนือจากนั้น แทบไม่มีความจำเป็นอะไรเลย บอยด์ โฮลบรู๊ก กับบทคนจากสถานทูตอเมริกาในกรีกท่าทางใจดีที่มาเป็นผู้ช่วยคอยพาให้จอห์นหลบหนีออกจากสถานการณ์เลวร้าย แต่พอถึงจุด ๆ นึง เขาก็สามารถแสดงถึงความยียวนกวนประสาทได้เหมือนกัน ในด้านของภาพก็ต้องบอกว่า ทำออกมาได้สวยและดูสมจริงเหมือนตามติดชีวิตตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ แถมมีมุมที่ให้อารมณ์เหมือนหนังอาร์ตอินดี้แบบที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นในหนังทริลเลอร์ เพลงประกอบก็อยู่ในระดับที่พอใช้ เพราะหนังมันเปื่อย ๆ จึงไม่ค่อยมีเพลงประกอบที่สามารถชวนเร้าอารมณ์ นอกจากเพลงที่เปิดตอนต้นเรื่อง ที่พอเปิดตอนท้ายเครดิตมันก็หลอนหูและชวนให้โล่งใจพอสมควร

สรุป Beckett
ปลายทางมรณะ แต่หลังจากนั้น เป็นปลายทางแห่งความเรื่อยเปื่อย หนังระทึกที่ดีในด้านของพล็อต นักแสดง การถ่ายทำ และประเด็นทางการเมือง แต่ในด้านการนำเสนอก็ต้องบอกเลยว่า สอบตกมาก หนังไม่มีความลุ้นระทึกอะไรแบบที่หนังประเภทนี้ควรจะมีเลย ทั้งในด้านดนตรี จังหวะ และบรรยากาศ หนังเป็นเส้นตรงสลับกับเล่าให้มันซับซ้อน การไล่ล่าก็ทำออกมาแบบผ่าน ๆ ไม่มีอะไรให้น่าติดตามหรือสนใจ แถมตอนเฉลยปมก็ธรรมดามากจนน่าใจหาย แต่นอกเหนือจากนั้นสำหรับคนทั่วไปก็สามารถดูเอาสนุกและบันเทิงได้ มันไม่ได้เป็นหนังแย่อะไร ค่อนข้างอยู่ในเกณฑ์โอเคสำหรับเน็ตฟลิกซ์ แต่ถ้าคาดหวังทริลเลอร์หักเหลี่ยมแอ็คชั่นมันส์ ๆ ขอแนะนำให้ข้ามไปจะดีกว่า